ภาษาอังกฤษ, ระดับชั้น 5

คำกริยาอปกติในภาษาอังกฤษ: ตาราง 3 ช่อง

มาสคอตครูสอนภาษาอังกฤษสวมปกเสื้อสไตล์เชกสเปียร์ถือพัดที่ทำจากบัตร 3 ใบ ซึ่งแสดงกริยา 3 ช่อง

คำกริยาอปกติ (irregular verbs) คือคำกริยาที่ไม่ได้สร้างรูปอดีตด้วยการเติม -ed แต่จะมีรูปแบบเฉพาะตัว เช่น go — went — gone, write — wrote — written คำกริยาเหล่านี้มี 3 รูป (V1, V2, V3) ซึ่งต้องจำให้ได้ ในหน้านี้มีตารางคำกริยาที่ใช้บ่อยที่สุด 50 คำ พร้อมคำแปลและคำอ่าน แบ่งเป็นกลุ่มตามการเปลี่ยนรูป คำอธิบายการใช้กริยาช่อง 2 และช่อง 3 การวิเคราะห์ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย และแบบฝึกหัดเชิงโต้ตอบให้คุณทดสอบตัวเองได้ทันที

คำกริยาปกติและอปกติในภาษาอังกฤษ: ต่างกันอย่างไร

คำกริยาภาษาอังกฤษทุกคำมี 3 รูปหลัก ได้แก่ รูปพื้นฐาน (ที่ใช้เปิดพจนานุกรม), รูปอดีต และรูปกริยาช่อง 3 คำถามคือเราจะสร้างกริยาช่อง 2 และช่อง 3 อย่างไร

คำกริยาปกติ (regular verbs) จะเปลี่ยนรูปอย่างคาดเดาได้ คือทั้งช่อง 2 และ 3 จะเหมือนกันและสร้างขึ้นด้วยวิธีเดียวคือการเติม -ed

คำกริยาอปกติ (irregular verbs) คือคำกริยาดั้งเดิมที่ยังคงวิธีการเปลี่ยนรูปในอดีตแบบโบราณไว้ เช่น การเปลี่ยนสระในคำ (sing — sang — sung) หรือการใช้คำลงท้ายพิเศษ (buy — bought) ไม่มีกฎตายตัวที่คำนวณได้ ต้องดูจากตารางและท่องจำเท่านั้น

ที่น่าหนักใจคือ คำกริยาอปกติเป็นคำที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษา เช่น be, have, do, go, say, make ซึ่งพบได้บ่อยกว่าคำอื่น ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ข่าวดีคือเพราะมันใช้บ่อยมาก คุณจึงจะจำมันได้เองโดยอัตโนมัติ

Regular
คำกริยาปกติ
V1 + ‑ed → V2 = V3
work — worked — worked
play — played — played
ถ้ารู้รูปพื้นฐาน ก็จะรู้รูปที่เหลืออีกสองรูปทันที
Irregular
คำกริยาอปกติ
แต่ละคำมีรูปแบบเฉพาะ
sing — sang — sung
go — wentgone
รูปกริยาไม่มีกฎตายตัว ต้องใช้วิธีท่องจำ

กริยา 3 ช่อง: V1, V2 และ V3

เรานิยมเรียกกริยาเป็นช่องๆ ตามลำดับที่ปรากฏในตารางและเวลาพูด ด้านล่างนี้คือความหมายของแต่ละช่องและตำแหน่งที่ใช้ในประโยค

จดจำกฎ 2 ข้อที่คนมักทำผิดบ่อยที่สุด:

  • หลัง did, didn’t และ will กริยาต้องเป็นช่อง 1 เสมอ: Did you see it? ไม่ใช่ Did you saw it? เพราะ did บอกความเป็นอดีตไปแล้ว
  • หลัง have, has, had — ต้องเป็นช่อง 3 เท่านั้น: I have seen it.

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Tense ดูได้ในหัวข้อ Past Simple และ Present Perfect ที่นี่เน้นแค่ว่าต้องใช้กริยาช่องไหน

V1
รูปพื้นฐาน · Infinitive
รูปที่ใช้ในพจนานุกรม ใช้ในปัจจุบันกาล และทุกอย่างที่ตามหลัง to, do / does / did / didn’t และ will
I write to my friend.
Did you write?
V2
อดีตกาล · Past Simple
ใช้ในประโยคบอกเล่า ในประโยคคำถามและปฏิเสธจะใช้ did มาแทน ยกเว้นคำถามที่ถามถึงประธาน (Who broke it?) และกริยา be
I wrote to my friend yesterday.
V3
กริยาช่อง 3 · Past Participle
ใช้หลัง have / has / had (Present Perfect, Past Perfect) และหลัง be ในประโยคกรรม (Passive Voice)
I have written a letter.
The letter was written.

ตารางคำกริยาอปกติภาษาอังกฤษพร้อมคำแปลและคำอ่าน

ในตารางด้านล่างนี้คือคำกริยาอปกติที่ใช้บ่อยที่สุด 50 คำ เราไม่ได้เรียงตามตัวอักษร แต่เรียง ตามกลุ่ม: ภายในกลุ่มเดียวกันกริยาจะเปลี่ยนรูปในรูปแบบเดียวกัน ทำให้จำได้ง่ายขึ้นมาก แทนที่จะจำ 50 คำแยกกัน คุณจะจำได้เพียง 9 รูปแบบเท่านั้น

วิธีอ่านตาราง: เริ่มจากกริยา 3 ช่องคั่นด้วยขีด (V1 — V2 — V3) ด้านล่างคือคำอ่าน และด้านขวาคือคำแปล ตัวอักษรในหัวข้อกลุ่มแสดงรูปแบบการเปลี่ยน: A — A — A — ทั้ง 3 ช่องเหมือนกัน, A — B — B — ช่อง 2 และ 3 เหมือนกัน, A — B — A — ช่อง 1 และ 3 เหมือนกัน, A — B — C — ทั้ง 3 ช่องต่างกันหมด

กริยา 3 ช่อง: V1 — V2 — V3คำแปล
1. ทั้ง 3 ช่องเหมือนกันA — A — A
put — put — put[pʊt]วาง
cut — cut — cut[kʌt]ตัด
let — let — let[let]อนุญาต
hit — hit — hit[hɪt]ตี
cost — cost — cost[kɒst]มีราคา
read — read — read[riːd — red — red]อ่าน
2. ช่อง 2 และ 3 เหมือนกัน ลงท้ายด้วย ‑tA — B — B
send — sent — sent[send — sent — sent]ส่ง
build — built — built[bɪld — bɪlt — bɪlt]สร้าง
spend — spent — spent[spend — spent — spent]ใช้จ่าย
keep — kept — kept[kiːp — kept — kept]เก็บ, รักษา
sleep — slept — slept[sliːp — slept — slept]นอน
feel — felt — felt[fiːl — felt — felt]รู้สึก
leave — left — left[liːv — left — left]จากไป, ทิ้งไว้
mean — meant — meant[miːn — ment — ment]หมายถึง
3. ลงท้ายด้วย ‑ought และ ‑aughtA — B — B
buy — bought — bought[baɪ — bɔːt — bɔːt]ซื้อ
bring — brought — brought[brɪŋ — brɔːt — brɔːt]นำมา
think — thought — thought[θɪŋk — θɔːt — θɔːt]คิด
teach — taught — taught[tiːtʃ — tɔːt — tɔːt]สอน
catch — caught — caught[kætʃ — kɔːt — kɔːt]จับ
4. การเปลี่ยนสระ i — a — uA — B — C
begin — began — begun[bɪˈɡɪn — bɪˈɡæn — bɪˈɡʌn]เริ่ม
drink — drank — drunk[drɪŋk — dræŋk — drʌŋk]ดื่ม
sing — sang — sung[sɪŋ — sæŋ — sʌŋ]ร้องเพลง
swim — swam — swum[swɪm — swæm — swʌm]ว่ายน้ำ
ring — rang — rung[rɪŋ — ræŋ — rʌŋ]โทร, สั่นกระดิ่ง
5. ช่อง 3 ลงท้ายด้วย ‑enA — B — C
take — took — taken[teɪk — tʊk — ˈteɪkən]เอา, หยิบ
give — gave — given[ɡɪv — ɡeɪv — ˈɡɪvn]ให้
eat — ate — eaten[iːt — eɪt — ˈiːtn]กิน
write — wrote — written[raɪt — rəʊt — ˈrɪtn]เขียน
speak — spoke — spoken[spiːk — spəʊk — ˈspəʊkən]พูด
break — broke — broken[breɪk — brəʊk — ˈbrəʊkən]ทำแตก, ทำพัง
choose — chose — chosen[tʃuːz — tʃəʊz — ˈtʃəʊzn]เลือก
forget — forgot — forgotten[fəˈɡet — fəˈɡɒt — fəˈɡɒtn]ลืม
6. ช่อง 2 ลงท้ายด้วย ‑ew, ช่อง 3 ลงท้ายด้วย ‑own และ ‑awnA — B — C
know — knew — known[nəʊ — njuː — nəʊn]รู้
grow — grew — grown[ɡrəʊ — ɡruː — ɡrəʊn]เติบโต
throw — threw — thrown[θrəʊ — θruː — θrəʊn]ขว้าง
fly — flew — flown[flaɪ — fluː — fləʊn]บิน
draw — drew — drawn[drɔː — druː — drɔːn]วาด
7. ช่อง 1 และ 3 เหมือนกันA — B — A
come — came — come[kʌm — keɪm — kʌm]มา
become — became — become[bɪˈkʌm — bɪˈkeɪm — bɪˈkʌm]กลายเป็น
run — ran — run[rʌn — ræn — rʌn]วิ่ง
8. คำที่ใช้บ่อยที่สุด: ทั้ง 3 ช่องต่างกันA — B — C
be — was / were — been[biː — wɒz / wɜː — biːn]เป็น, อยู่, คือ
do — did — done[duː — dɪd — dʌn]ทำ
go — went — gone[ɡəʊ — went — ɡɒn]ไป
see — saw — seen[siː — sɔː — siːn]เห็น
9. คำที่ใช้บ่อยที่สุด: ช่อง 2 และ 3 เหมือนกันA — B — B
have — had — had[hæv — hæd — hæd]มี
make — made — made[meɪk — meɪd — meɪd]ทำ, สร้าง
get — got — got*[ɡet — ɡɒt — ɡɒt]ได้รับ
say — said — said[seɪ — sed — sed]พูด
find — found — found[faɪnd — faʊnd — faʊnd]พบ
tell — told — told[tel — təʊld — təʊld]บอก
* ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน กริยา get ช่อง 3 มักใช้ gotten: I have gotten a letter. ส่วนในแบบอังกฤษใช้ got ทั้งสองช่อง

วิธีอ่านคำกริยาอปกติ: คำอ่านและกับดัก

คำกริยาปกติอ่านได้ง่ายเพราะรากศัพท์คงเดิม เปลี่ยนแค่ส่วนท้าย แต่คำกริยาอปกติรากศัพท์จะเปลี่ยนไป และการเขียนกับคำอ่านมักไม่ตรงกัน ดังนั้นควรท่องจำพร้อมออกเสียงและดูคำอ่านควบคู่ไป อย่าเดาจากการสะกด นี่คือ 3 กับดักที่คนมักพลาดบ่อยที่สุด

read [riːd] — read [red] — read [red]
ทั้ง 3 ช่องเขียนเหมือนกัน แต่ช่อง 2 และ 3 ออกเสียงว่า "เรด" ในประโยคจะรู้ว่าเป็นช่องไหนต้องดูจากบริบทเท่านั้น
bought · brought · thought · taught · caught
กลุ่มคำที่ลงท้ายด้วย ‑ought และ ‑aught ออกเสียงเหมือนกันคือ [ɔːt] โดยไม่ออกเสียง gh เลย
know [nəʊ] · write [raɪt]
ที่ต้นคำ k หน้า n และ w หน้า r จะไม่ออกเสียง เช่น "โน" และ "ไรท์" ซึ่งคงไว้ทุกช่อง เช่น knew, known, wrote, written

คำกริยาอปกติในภาษาอังกฤษมีกี่คำ

ไม่มีจำนวนที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าเรานับอย่างไร

  • รายการเชิงวิชาการฉบับสมบูรณ์ มีถึง 470 คำ แต่ส่วนใหญ่เป็นคำที่หายากหรือล้าสมัย
  • พจนานุกรมและคู่มือทั่วไป ระบุไว้ประมาณ 200 คำ
  • หลักสูตรโรงเรียน ใช้รายการประมาณ 100–150 คำตลอดการเรียน
  • ในชั้น ป.5–ป.6 จะเรียนประมาณ 50 คำ ซึ่งเป็นคำที่รวบรวมไว้ในตารางด้านบน

ที่สำคัญคือความถี่ในการใช้ไม่เท่ากัน กริยาเพียงไม่กี่สิบคำครอบคลุมการใช้งานส่วนใหญ่ที่จำเป็น การท่องจำทั้งรายการไม่มีประโยชน์ คำที่หายากจะจำได้เองเมื่ออ่านหนังสือมากขึ้น

อีกอย่าง รายการกริยาอปกติไม่มีการเพิ่มขึ้น คำใหม่ๆ ที่เข้ามาในภาษา (เช่น to google, to download) จะกลายเป็นกริยาปกติทั้งหมด เมื่อเวลาผ่านไปจำนวนกริยาอปกติอาจลดลงด้วยซ้ำ

วิธีจำคำกริยาอปกติให้เร็ว

การท่องจำตามลำดับตัวอักษรเป็นวิธีที่ช้าที่สุด วิธีที่ได้ผลดีกว่าคือ:

  1. เรียนเป็นกลุ่ม ภายในกลุ่มจะมีรูปแบบเดียวกัน ความจำจะเชื่อมโยงกันได้ง่าย เช่น จำ sing — sang — sung ได้ ก็จะจำ ring — rang — rung ได้ทันที
  2. แบ่งเป็นส่วนๆ วันละ 5–7 คำ สมองไม่สามารถจำได้มากกว่านี้ในคราวเดียว แต่การทำทุกวันจะทำให้จำเนื้อหาขั้นต่ำของโรงเรียนได้ภายในสองสัปดาห์
  3. ออกเสียงกริยา 3 ช่องต่อเนื่องกัน เหมือนท่องสูตรคูณ จังหวะของ "take — took — taken" จะช่วยให้จำได้ดีกว่าการจำแยกคำ
  4. สร้างประโยค กับกริยาใหม่แต่ละคำที่เรียน โดยใช้เรื่องราวของตัวเอง คำที่อยู่ในประโยคที่ใช้จริงจะอยู่ในความจำนานกว่าคำที่ท่องจากตาราง
  5. ทบทวนส่วนที่เรียนไปแล้ว ในวันถัดไป อีก 3 วัน และอีกหนึ่งสัปดาห์ การทบทวนแบบเว้นระยะ (Spaced Repetition) ได้ผลดีกว่าการนั่งท่องเป็นชั่วโมง
  6. ทดสอบตัวเอง อย่าแค่อ่านซ้ำ การอ่านตารางซ้ำๆ ทำให้รู้สึกหลอกๆ ว่า "ฉันจำได้แล้ว" การทดสอบจริงคือการพยายามนึกรูปกริยาด้วยตัวเอง ลองปิดช่อง 2 และ 3 หรือทำแบบฝึกหัดด้านล่าง ซึ่งมีกริยาที่ไม่ได้อยู่ในตารางด้านบนด้วย

ตัวอย่างพร้อมคำอธิบาย: ต้องใช้กริยาช่องไหน

ตัวอย่างที่ 1. กริยาช่อง 2 ในอดีตกาล

โจทย์: Last summer we ___ (swim) in the lake.

ขั้นตอนที่ 1. คำว่า last summer บอกถึงเหตุการณ์ที่จบลงในอดีต → ต้องใช้รูปอดีตธรรมดา คือ กริยาช่อง 2

ขั้นตอนที่ 2. ตรวจสอบว่าเป็นกริยาอปกติหรือไม่ swim อยู่ในตารางกริยาอปกติ กลุ่ม "i — a — u": swim — swam — swum ไม่มีรูป swimmed

ขั้นตอนที่ 3. ใช้กริยาช่องกลางคือ swam

คำตอบ: Last summer we swam in the lake. — ฤดูร้อนที่แล้วพวกเราว่ายน้ำในทะเลสาบ

ตัวอย่างที่ 2. กริยาช่อง 3 หลัง has

โจทย์: She has ___ (break) her phone.

ขั้นตอนที่ 1. หน้าช่องว่างมี has — นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าต้องใช้ กริยาช่อง 3 เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นกริยาตัวไหน

ขั้นตอนที่ 2. break — broke — broken กริยาช่อง 2 broke ใช้ที่นี่ไม่ได้: She has broke — ผิด

ขั้นตอนที่ 3. ใช้กริยาช่องสุดท้ายคือ broken

คำตอบ: She has broken her phone. — เธอทำโทรศัพท์พัง (และตอนนี้มันก็ยังพังอยู่)

ตัวอย่างที่ 3. หลัง did ต้องเป็นกริยาช่อง 1 เท่านั้น

โจทย์: ___ you ___ (bring) the book?

ขั้นตอนที่ 1. นี่เป็นคำถามเกี่ยวกับอดีต จึงต้องขึ้นต้นด้วยกริยาช่วย Did

ขั้นตอนที่ 2. นี่คือกับดัก bring เป็นกริยาอปกติ (bring — brought — brought) มือมักจะเผลอเขียน brought แต่ did บอกความเป็นอดีตไปแล้ว กริยาหลักจึงต้องกลับมาเป็นรูปพื้นฐาน

ขั้นตอนที่ 3. รวมประโยค: Did + you + bring

คำตอบ: Did* you bring the book? — คุณนำหนังสือมาไหม? ❌ ผิด: Did you brought the book?*

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยกับกริยาอปกติ

  • เติม -ed ท้ายกริยาอปกติ: ❌ goed, buyed, thinked, teached

    การเติม -ed ใช้สำหรับกริยาปกติเท่านั้น กริยาอปกติให้ดูรูปจากตาราง: ✅ went, bought, thought, taught

  • ใช้กริยาช่อง 2 หลัง have / has: ❌ I have wrote a letter. He has went home.

    หลัง have / has / had ต้องใช้กริยาช่อง 3 เท่านั้น: ✅ I have written a letter. He has gone home.

  • ใช้ did หรือ didn’t คู่กับกริยาช่อง 2: ❌ Did you saw it? I didn’t took it.

    ความเป็นอดีตในประโยคแสดงเพียงครั้งเดียวผ่าน did กริยาหลักต้องกลับเป็นรูปพื้นฐาน: ✅ Did you see it? I didn’t take it.

  • สับสนระหว่างกริยาที่คล้ายกันอย่าง lie และ lay แล้วใช้รูปผิด

    นี่คือ 3 กริยาที่ต่างกัน: lie (นอน/วางตัว) — lay — lain; lay (วาง) — laid — laid; ส่วน lie ที่แปลว่า "โกหก" — เป็นกริยาปกติ: lied — lied สังเกตว่า lay เป็นทั้งช่อง 2 ของ lie และรูปพื้นฐานของอีกกริยาหนึ่ง

  • ข้อผิดพลาดกับ be: ❌ They was at home. I have was there.

    be ในอดีตมี 2 รูป: was — สำหรับ I, he, she, it; were — สำหรับ you, we, they ส่วนช่อง 3 คือ been: ✅ They were at home. I have been there.

  • คิดว่า read เป็นกริยาปกติเพราะทั้ง 3 ช่องเขียนเหมือนกัน

    มันเป็นกริยาอปกติ ถ้าเป็นกริยาปกติจะต้องเป็น readed ความแตกต่างอยู่ที่เสียงอ่าน ไม่ใช่การเขียน: read [riːd] — read [red] — read [red]

คำถามและคำตอบ

คำกริยาอปกติในภาษาอังกฤษคืออะไร?

คือคำกริยาที่ช่อง 2 และ 3 ไม่ได้สร้างขึ้นตามกฎการเติม -ed แต่มีรูปแบบเฉพาะตัว ส่วนใหญ่เปลี่ยนสระในรากศัพท์ (sing — sang — sung) หรือมีคำลงท้ายพิเศษ (buy — bought — bought) ต้องจำรูปกริยาจากตาราง

กริยาปกติกับอปกติแตกต่างกันอย่างไร?

กริยาปกติ (regular) ช่อง 2 และ 3 เหมือนกันและสร้างโดยเติม -ed: work — worked — worked ส่วนกริยาอปกติ (irregular) แต่ละคำมีรูปของตัวเอง: go — went — gone ไม่สามารถคาดเดารูปกริยาจากหน้าตาของคำได้

ต้องจำกริยาอปกติกี่คำ?

รายการเต็มมีถึง 470 คำ คู่มือทั่วไปมีประมาณ 200 คำ หลักสูตรโรงเรียนมี 100–150 คำ แต่ในทางปฏิบัติแค่ 50–60 คำที่ใช้บ่อยที่สุดก็เพียงพอแล้วสำหรับการสื่อสารและแบบฝึกหัดในโรงเรียน ส่วนที่เหลือจะจำได้เองเมื่ออ่านมากขึ้น

กริยาช่อง 2 และช่อง 3 ใช้ตอนไหน?

ช่อง 2 (V2) คืออดีตธรรมดาในประโยคบอกเล่า: I saw him yesterday. ช่อง 3 (V3) คือกริยาช่อง 3 ใช้หลัง have, has, had (I have seen him) และหลัง be ในประโยคกรรม (the letter was written) ส่วนหลัง did, didn’t และ will ใช้กริยาช่อง 1

จะรู้ได้อย่างไรว่ากริยาไหนเป็นกริยาอปกติ?

ดูจากหน้าตาคำไม่ได้ ไม่มีสัญญาณบอกในตัวคำ ต้องดูพจนานุกรมหรือตาราง มีข้อสังเกต 2 อย่าง: คำสั้นๆ ดั้งเดิมที่ใช้ในชีวิตประจำวัน (กิน, ดื่ม, ไป, เอา) มักเป็นกริยาอปกติ ส่วนคำใหม่หรือคำยืม (to google, to download) มักเป็นกริยาปกติเสมอ

ทำไมกริยา read ถึงเขียนเหมือนกันทั้ง 3 ช่อง?

เขียนเหมือนกันจริง แต่เสียงอ่านต่างกัน: read [riːd] — read [red] — read [red] การเปลี่ยนสระยังคงอยู่ในเสียงอ่าน แต่การเขียนถูกปรับให้เท่ากันตามกาลเวลา จะรู้ว่าเป็นช่องไหนต้องดูจากส่วนอื่นของประโยค

มีคำถามเพิ่มเติม? คุยต่อในแชทได้เลย

ไม่พบหัวข้อที่ต้องการใช่ไหม?

สื่อการเรียนรู้เพิ่มเติมสำหรับวิชานี้

4.92 18,437 คะแนน
ผู้ใช้ #4365351

ฉันชอบโปรแกรมแก้ไขข้อความบนรูปภาพมาก ผลลัพธ์ออกมาเป็นผลงานชิ้นเอกเลย

Web · พฤษภาคม 2026
ผู้ใช้ #4383661

ขอบคุณนะ ผลงานของ AI ทำให้ฉันประทับใจมาก สมบูรณ์แบบ!

Web · พฤษภาคม 2026
ผู้ใช้ #4279467

ฉันชอบมากเลย ถ้ามีสิทธิ์ใช้งานฟรีเพิ่มอีกสักหน่อยจะดีมาก

Google Play · พฤษภาคม 2026
ผู้ใช้ #4160129

เป็นแอปที่ยอดเยี่ยมและราคาจับต้องได้

Web · พฤษภาคม 2026
คัดลอกข้อความแล้ว
เสร็จสิ้น
ข้อผิดพลาด